
รับสไปร์สายไฟเบอร์ ( Splice Fiber Optic ) ใยแก้วนำแสง ต่อสายไฟเบอร์ออฟติก รับเข้าหัวสาย Fiber โดยทีมงานมืออาชีพ รวมถึง รับทดสอบคุณภาพสายไฟเบอร์ออฟติก OTDR Test Report Fiber ออก Report สาย Fiber
ราคาค่าเชื่อมต่อสายและทดสอบคุณภาพสายไฟเบอร์ออฟติก (Splice Fiber Optic & OTDR Tester)
บริการ | ราคาค่าบริการ |
จำนวนน้อยกว่า 12 Core พร้อมทดสอบคุณภาพสาย | 3000 บาท |
จำนวน 1-50 Core พร้อมทดสอบคุณภาพสาย | 250 บาท/Core |
จำนวน 50 Core ขึ้นไป พร้อมทดสอบคุณภาพสาย | 200 บาท/Core |
100 Core ขึ้นไป พร้อมทดสอบคุณภาพสาย | โทรสอบถามราคาพิเศษ |
ติดต่อขอใบเสนอราคา
แจ้งให้เราทราบสิ่งที่คุณต้องการปรับปรุงเกี่ยวกับธุรกิจของคุณ แล้วเราจะหาทางแก้ไข
เรามีทีมงานคุณภาพพร้อมที่จะให้คำแนะนำลูกค้า
ทั้งองค์กรขนาดเล็ก ขนาดกลาง รวมถึงขนาดใหญ่
แบบครบวงจรและคุ้มค่ามากที่สุด สำหรับองค์กรของคุณ
สอบถามเพิ่มเติม โทรเลย 099-495-8880 / ID Line : greatocean
รายละเอียดเพิ่มเติม
สายใยแก้นำแสง (Fiber Optic)

ในยุคดิจิทัลที่ข้อมูลข่าวสารมีความสำคัญอย่างยิ่ง เทคโนโลยีไฟเบอร์ออปติก (Fiber Optic) ได้กลายเป็นเสมือนเส้นเลือดใหญ่ที่หล่อเลี้ยงการสื่อสารและเชื่อมต่อผู้คนทั่วโลก เทคโนโลยีนี้ เปรียบเสมือนทางด่วนข้อมูลที่ส่งสัญญาณแสงแทนสัญญาณไฟฟ้า ช่วยให้การส่งข้อมูลทำได้รวดเร็ว แม่นยำ และเชื่อถือได้มากกว่า รายละเอีดยดสายใยแก้วนำแสง (Fiber Optic) เพิ่มเติม!!
หลักการทำงานของไฟเบอร์ออปติก:
ไฟเบอร์ออปติกทำงานโดยอาศัยหลักการสะท้อนแสงทั้งหมดภายในแกนกลางของสายเคเบิลแก้วหรือพลาสติก แสงที่ส่งผ่านแกนกลางจะเดินทางไปตามเส้นทางโค้ง โดยสูญเสียสัญญาณน้อยมาก ทำให้สามารถส่งข้อมูลได้ไกลหลายกิโลเมตรโดยไม่ต้องขยายสัญญาณ
ข้อดีของไฟเบอร์ออปติก:
-
- ความเร็ว: ไฟเบอร์ออปติกสามารถส่งข้อมูลได้เร็วกว่าสายทองแดงหลายเท่า รองรับการใช้งานอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง สตรีมมิ่งวิดีโอ และการเล่นเกมออนไลน์ได้อย่างลื่นไหล
- ความเสถียร: ไฟเบอร์ออปติกไม่ไวต่อสัญญาณรบกวนทางแม่เหล็กไฟฟ้า จึงทำให้สัญญาณภาพและเสียงมีความคมชัด ปราศจากสัญญาณรบกวน
- ความปลอดภัย: ไฟเบอร์ออปติกยากต่อการดักฟังข้อมูล จึงมีความปลอดภัยสูง
- ระยะทาง: ไฟเบอร์ออปติกสามารถส่งข้อมูลได้ไกลหลายกิโลเมตรโดยไม่ต้องขยายสัญญาณ เหมาะสำหรับการใช้งานในโครงข่ายขนาดใหญ่
- ความทนทาน: ไฟเบอร์ออปติกมีความทนทาน อายุการใช้งานยาวนาน ไม่ผุกร่อน และทนต่อสภาพอากาศที่เลวร้าย
การใช้งานไฟเบอร์ออปติก:
ไฟเบอร์ออปติกถูกใช้งานอย่างแพร่หลายในหลากหลายธุรกิจและภาคส่วน อาทิเช่น:
-
- การสื่อสารโทรคมนาคม: ไฟเบอร์ออปติกเป็นโครงสร้างพื้นฐานหลักของเครือข่ายโทรศัพท์ อินเทอร์เน็ต และโทรทัศน์
- เครือข่ายคอมพิวเตอร์: ไฟเบอร์ออปติกใช้เชื่อมต่อคอมพิวเตอร์ เซิร์ฟเวอร์ และอุปกรณ์เครือข่ายต่างๆ ภายในองค์กร สถานศึกษา และหน่วยงานภาครัฐ
- การแพทย์: ไฟเบอร์ออปติกใช้ในอุปกรณ์ทางการแพทย์ต่างๆ เช่น กล้องจุลทรรศน์ เลเซอร์ และเครื่องมือผ่าตัด
- การทหาร: ไฟเบอร์ออปติกใช้ในระบบสื่อสารและควบคุมของกองทัพ
- การขนส่ง: ไฟเบอร์ออปติกใช้ในระบบควบคุมการจราจร ระบบขนส่งสาธารณะ และระบบนำทาง
อนาคตของไฟเบอร์ออปติก:
เทคโนโลยีไฟเบอร์ออปติกมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง นักวิจัยกำลังพัฒนาไฟเบอร์ออปติกชนิดใหม่ที่มีความจุสูง ส่งสัญญาณได้เร็วขึ้น และมีราคาประหยัดมากขึ้น เทคโนโลยีไฟเบอร์ออปติกมีบทบาทสำคัญต่อการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล รองรับการใช้งานเทคโนโลยีใหม่ๆ ในอนาคต เช่น เมืองอัจฉริยะ รถยนต์ไร้คนขับ และปัญญาประดิษฐ์
การสไปร์สายไฟเบอร์ออฟติก (Splice Fiber Optic)
การสไปร์สายไฟเบอร์ออฟติก เปรียบเสมือนการเชื่อมต่อสองเส้นใยแก้วนำแสงเข้าด้วยกันให้เป็นเส้นเดียว โดยไม่มีช่องว่าง เพื่อให้แสงสามารถส่งผ่านไปได้อย่างต่อเนื่อง โดยสูญเสียสัญญาณน้อยที่สุด การสไปร์สายไฟเบอร์ออฟติกมีบทบาทสำคัญต่อประสิทธิภาพและความเสถียรของโครงข่ายใยแก้วนำแสง
วิธีการสไปร์สายไฟเบอร์ออฟติก:
การสไปร์สายไฟเบอร์ออฟติก (Splice Fiber Optic) มีหลายวิธี แต่ละวิธีมีข้อดีและข้อเสียแตกต่างกันไป วิธีการที่นิยมใช้มากที่สุด ได้แก่:

- การหลอมสไปร์ (Fusion Splice):เป็นวิธีการสไปร์สายไฟเบอร์ออฟติกที่นิยมใช้มากที่สุด โดยใช้ความร้อนจากอาร์กไฟฟ้าหลอมแกนกลางของสายไฟเบอร์ออฟติกสองเส้นเข้าด้วยกัน วิธีนี้ให้รอยต่อที่มีความแข็งแรงสูง สูญเสียสัญญาณน้อย และมีความเสถียรสูง

- การสไปร์แบบแมคคานิคอล (Mechanical Splice):เป็นวิธีการสไปร์สายไฟเบอร์ออฟติกโดยใช้ตัวเชื่อมต่อแบบกลไก โดยไม่ต้องใช้ความร้อน วิธีนี้สะดวกรวดเร็ว แต่รอยต่ออาจมีความแข็งแรงน้อยกว่าการหลอมสไปร์ และอาจสูญเสียสัญญาณมากกว่า

- การสไปร์แบบผูกปม (Knot Splice): เป็นวิธีการสไปร์สายไฟเบอร์ออฟติกแบบดั้งเดิม โดยใช้ปมผูกสายไฟเบอร์ออฟติกสองเส้นเข้าด้วยกัน วิธีนี้ไม่นิยมใช้ในปัจจุบัน เพราะรอยต่ออาจมีความแข็งแรงน้อย สูญเสียสัญญาณมาก และอาจทำให้เกิดปัญหาการส่งสัญญาณในอนาคต
ปัจจัยที่ต้องพิจารณาในการเลือกวิธีการสไปร์สายไฟเบอร์ออฟติก:
- ประเภทของสายไฟเบอร์ออฟติก: สายไฟเบอร์ออฟติกมีหลายประเภท แต่ละประเภทมีวิธีการสไปร์ที่เหมาะสม
- สภาพแวดล้อมการใช้งาน: สภาพแวดล้อมการใช้งานมีผลต่อการเลือกวิธีการสไปร์ เช่น อุณหภูมิ ความชื้น และแรงสั่นสะเทือน
- งบประมาณ: วิธีการสไปร์แต่ละวิธีมีราคาแตกต่างกันไป
- ทักษะของช่าง: การสไปร์สายไฟเบอร์ออฟติกเป็นงานที่ต้องอาศัยทักษะเฉพาะทาง ควรเลือกวิธีการสไปร์ที่เหมาะสมกับทักษะของช่าง
ข้อควรระวังในการสไปร์สายไฟเบอร์ออฟติก:
- การสไปร์สายไฟเบอร์ออฟติกเป็นงานที่ต้องอาศัยความละเอียดอ่อนและความแม่นยำสูง ควรดำเนินการโดยช่างผู้ชำนาญ
- ต้องเลือกใช้เครื่องมือและอุปกรณ์ที่มีคุณภาพ
- ต้องรักษาความสะอาดของพื้นที่ทำงาน
- ต้องปฏิบัติตามขั้นตอนการสไปร์อย่างเคร่งครัด
การสไปร์สายไฟเบอร์ออฟติก เป็นงานที่สำคัญต่อประสิทธิภาพและความเสถียรของโครงข่ายใยแก้วนำแสง การเลือกวิธีการสไปร์ที่เหมาะสม การใช้อุปกรณ์ที่มีคุณภาพ และการปฏิบัติตามขั้นตอนการสไปร์อย่างเคร่งครัด ล้วนมีผลต่อประสิทธิภาพของรอยต่อ ส่งผลต่อคุณภาพของสัญญาณที่ส่งผ่าน และความเสถียรของโครงข่ายใยแก้วนำแสง
ผลลัพธ์ของการสไปร์สายไฟเบอร์ออฟติกที่ดี:
- รอยต่อมีความแข็งแรง ทนทานต่อแรงดึง แรงกด และแรงกระแทก
- สูญเสียสัญญาณน้อย
- ส่งสัญญาณได้อย่างเสถียร
- รองรับการใช้งานอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง สตรีมมิ่งวิดีโอ และการเล่นเกมออนไลน์ได้อย่างลื่นไหล
OTDR TESTER (เครื่องมือทดสอบสายไฟเบอร์ออฟติก)

สายไฟเบอร์ออฟติก (Fiber Optic Cable) นับเป็นหัวใจสำคัญของโครงข่ายยุคใหม่ ด้วยคุณสมบัติในการส่งสัญญาณได้รวดเร็ว มีความเสถียรสูง แต่ด้วยความละเอียดอ่อนของสาย ทำให้ยากต่อการตรวจสอบด้วยสายตาเปล่า เครื่องทดสอบสายไฟเบอร์ออฟติก OTDR (Optical Time Domain Reflectometer) จึงกลายเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยในการตรวจสอบคุณภาพของสาย มาดูกันว่า OTDR Tester ทำงานอย่างไร และมีประโยชน์อย่างไรบ้าง
หลักการทำงานของ OTDR Tester
OTDR Tester ทำงานโดยอาศัยหลักการของการ Pulse Reflectometry โดยเครื่องจะปล่อยคลื่นแสงเลเซอร์ลงไปในสายไฟเบอร์ออฟติก เมื่อแสงเดินทางไปตามสาย จะเกิดการสะท้อนกลับออกมาในจุดต่างๆ ทั้งจากปลายสาย จุดเชื่อมต่อ หรือรอยตำหนิภายในสาย
OTDR Tester จะทำการวัดระยะเวลาที่แสงใช้ในการเดินทางไป และสะท้อนกลับ จากข้อมูลเวลานี้ เครื่องสามารถคำนวณระยะทางไปยังจุดที่เกิดการสะท้อนกลับได้ ทำให้ผู้ใช้งานสามารถทราบข้อมูลต่างๆ ดังนี้
-
- ความยาวของสายไฟเบอร์ออฟติก: ช่วยยืนยันความถูกต้องของการติดตั้งสายตามระยะทางที่ออกแบบไว้
- จุดเชื่อมต่อของสาย: บ่งบอกตำแหน่งของจุดเชื่อมต่อต่างๆ ภายในสาย เพื่อตรวจสอบคุณภาพของการเชื่อม
- รอยขาด รอยรั่ว หรือความเสียหายของสาย: การสูญเสียสัญญาณอย่างผิดปกติ หรือมีสัญญาณสะท้อนกลับมากเกินไป อาจเป็นสัญญาณของความเสียหายภายในสาย
ประโยชน์ของ OTDR Tester
-
- การติดตั้งสายใหม่: ตรวจสอบความยาวของสายที่ติดตั้ง ยืนยันว่าตรงตามแบบ และป้องกันการติดตั้งสายสั้นหรือยาวเกินไป
- การตรวจสอบสายที่มีอยู่: ประเมินคุณภาพของสายเดิม หาจุดบกพร่อง เช่น รอยขาด รอยรั่ว หรือจุดเชื่อมที่มีปัญหา เพื่อวางแผนการแก้ไข
- การแก้ไขปัญหาระบบเครือข่าย: กรณีที่ระบบเครือข่ายมีปัญหา เช่น สัญญาณอ่อน หรือขาดหาย OTDR Tester ช่วยในการระบุตำแหน่งของปัญหา เพื่อแก้ไขได้อย่างรวดเร็ว
คุณสมบัติที่ควรพิจารณาในการเลือก OTDR Tester
-
- ระยะการวัด (Dynamic Range): ระยะทางไกลสุดที่สามารถวัดได้ ขึ้นอยู่กับความต้องการใช้งาน
- ความละเอียดในการวัด (Event Dead Zone & Attenuation Dead Zone): ความสามารถในการแยกระหว่างจุดบกพร่องที่อยู่ใกล้เคียงกัน
- ฟังก์ชั่นการทำงานเพิ่มเติม: บางรุ่นมีฟังก์ชั่นการทำงานเพิ่มเติม เช่น การวัดการสูญเสียสัญญาณแบบสองทิศทาง หรือการวิเคราะห์ผลการทดสอบแบบอัตโนมัติ